บทความ

ภารกิจในการดำเนินการของ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ตามพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ.๒๕๖๕

27/07/2023
11962
ภารกิจในการดำเนินการของ  “ศาลรัฐธรรมนูญ”  ตามพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม  พ.ศ.  ๒๕๖๕
นายอดิเทพ  อุยยะพัฒน์ 
ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี[๑]
         
                    พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม  พ.ศ.  ๒๕๖๕[๒]  เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีความประสงค์ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง.  ด้านกระบวนการยุติธรรม  (๑)  ซึ่งบัญญัติว่า  “ให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า  และมีกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้  รวมตลอดทั้งการสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม”  ทั้งนี้  กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับในวันพฤหัสบดีที่  ๒๓  มกราคม  ๒๕๖๖
                    “ศาลรัฐธรรมนูญ”  ในฐานะที่เป็น  “หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม”  ตามกฎหมายฉบับนี้  จึงมีหน้าที่สำคัญใน  ๒  ประการ  ได้แก่  ประการแรก  กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนให้ชัดเจน  เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ชักช้า  และประการที่สอง  ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทราบว่าเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานเสร็จสิ้นเมื่อใด  รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้าได้โดยผ่านช่องทางที่หลากหลาย  โดยมีรายละเอียดดังนี้
                          ประการแรก  กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนให้ชัดเจน  เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ชักช้า  โดยต้องพิจารณาประกอบการกำหนดระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรมที่ได้บัญญัติไว้ตาม พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม  พ.ศ.  ๒๕๖๕  มาตรา  ๖  ต่อไป
                   ในกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ  ปัจจุบันมี  “ประกาศศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ.  ๒๕๖๖”[๓]  ซึ่งในข้อ  ๓  ได้กำหนดว่า  “ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ  หรือกฎหมายอื่น  ให้คดีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง  เว้นแต่กรณีไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม  ศาลรัฐธรรมนูญอาจกำหนดระยะเวลาใหม่ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดก็ได้”
                         นอกจากนั้น  หากพิจารณาจากกรอบระยะเวลาการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ  พบว่า  อาจแบ่งออกเป็น  ๓  ช่วง  ได้แก่  ช่วงแรก  การรับคำร้อง  ช่วงที่  ๒  การพิจารณาคดีหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้อง  และช่วงที่สาม  การแจ้งคำวินิจฉัยและคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ  โดยมีรายละเอียด  ดังนี้
                         ช่วงแรก  การรับคำร้อง
                         พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๙  ได้กำหนดระยะเวลาการรับคำร้องไว้ทั้งในส่วนของหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการของศาล  (สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ)  ภายใน  ๒  วัน  นับแต่วันที่หน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการของศาลได้รับคำร้องตามข้อกำหนดของศาล  และในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ  (รวมถึงขั้นตอนในการพิจารณาของคณะตุลาการ) มีกรอบระยะเวลารวมแล้วภายใน  ๑๐  นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการของศาล  (สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ)
                         ดังนั้น  ในช่วงแรกนี้จึงเป็นการพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยภายใน  ๑๒  วัน  นับแต่วันที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องครบถ้วน  ทั้งนี้  ระยะเวลาข้างต้นศาลรัฐธรรมนูญอาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็น  เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม  และหากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยจะมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบโดยเร็วและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป  แต่หากพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย  ศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการจัดทำเป็นคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
                              ช่วงที่  ๒  การพิจารณาคดีหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้อง
                              แบ่งออกเป็น  ๒  กรณี  ได้แก่
                              (๑) กรณีที่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนดระยะเวลาการพิจารณาคดีไว้
                                       
๑) คดีที่ประชาชนหรือชุมชนฟ้องหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ได้รับประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๑ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๔๕ มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณา ภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง
                                     ๒) คดีเกี่ยวกับการวินิจฉัยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการกระทำการใดเพื่อให้ตนมีส่วนรวมโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็น
                                     ๓) คดีที่ขอให้ศาลพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๓ มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
                                     ๔) คดีเกี่ยวกับหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
                                     ๕) คดีเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๙) มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายใน ๓๐ วัน  นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง

          (๑)  กรณีที่มีรัฐธรรม(๑)  กรณีที่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนดระยะเวลาการพิจารณาคดีไว้
                    ๑)     (๒)  กรณีที่ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนดระยะเวลาการพิจารณาคดีไว้
                                    คดีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนอกจากคดีตาม  (๑) มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายใน  ๑  ปี  นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง  เว้นแต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม  ศาลรัฐธรรมนูญอาจกำหนดระยะเวลาใหม่ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดก็ได้  เป็นไปตามข้อ  ๓  แห่งประกาศศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ.  ๒๕๖๖
                                    ช่วงที่  ๓  การแจ้งคำวินิจฉัยและคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
                                      (๑)  กรณีคำวินิจฉัย
                                             ๑) คดีที่มีคู่กรณี  ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง  คู่กรณีสามารถขอคัดถ่ายคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้เมื่อพ้นระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดในวันอ่านคำวินิจฉัย
                                            ๒) คดีที่ไม่มีผู้ถูกร้อง  ศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งคำวินิจฉัยให้ผู้ร้องทราบภายใน  ๓๐  วัน  นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ 
                                       (๒)  กรณีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือจำหน่ายคดี
                                            ศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งคำสั่งให้คู่กรณีทราบภายใน  ๓๐  วัน  นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ
                                            ทั้งนี้  ศาลรัฐธรรมนูญจะส่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เผยแพร่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ  ความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  และคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ  รวมถึงปิดประกาศ ณ ที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญภายใน  ๓๐  วัน  นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง
                                               ประการที่สอง  ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทราบว่าเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานเสร็จสิ้นเมื่อใด  รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้าได้โดยผ่านช่องทางที่หลากหลาย
                                            ในกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ ปัจจุบัน  “คู่กรณี” สามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ  ดังนี้
                    
                                      (๑)  ยื่นคำร้องด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
                                      หากเป็นกรณีการยื่นคำร้อง  เอกสารประกอบคำร้อง  และเอกสารอื่นที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล 
                                      (๑.๑)  ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง  หรือมอบฉันทะให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนตน  หรือ
                                      (๑.๒)  ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
          ในกรณีนี้  “คู่กรณี”  ย่อมสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้จากการติดต่อกับส่วนงานภายในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการบริหารจัดงานคดี  พ.ศ.  ๒๕๖๓ 
                                      ๑)  “สำนักที่รับผิดชอบสารบบคดี”  ได้แก่  สำนักที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานสารบบคดี  ทะเบียนหนังสือรับ  ทะเบียนหนังสือส่ง  ทะเบียนการเบิกจ่ายสำนวนคดีและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง  ปัจจุบันได้แก่  “สำนักบริหารจัดการคดี”
                                     ๒)  “หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวน”  ได้แก่  สำนักคดีหรือกลุ่มงานคดีที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสำนวนคดี  ปัจจุบันได้แก่  “สำนักคดี  ๑  สำนักคดี  ๒  สำนักคดี  ๓  และสำนักคดี  ๔”
                                     (๒) ส่งผ่านระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing หรือ  e-Service)
                                      หากเป็นกรณียื่นคำร้อง  เอกสารประกอบคำร้อง  และเอกสารอื่นที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลผ่านระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์  (e-Filing  หรือ  e-Service)[๔]  ก็ย่อมสามารถดำเนินการตามประกาศสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ  เรื่อง  ข้อปฏิบัติและเงื่อนไข  ประเภท  รูปแบบ  และขนาดของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการยื่นคำร้องหรือหนังสือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยหรือเอกสารอื่นใดทางระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์  ประกาศ  ณ  วันที่  ๑๑  พฤศจิกายน  ๒๕๖๓  โดยกำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องหรือหนังสือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยหรือเอกสารอื่นใดมีหน้าที่ติดตามความคืบหน้าของคดีหรือผลของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องหรือเอกสารที่ได้ยื่นไว้  ซึ่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งผ่านทางระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้ลงทะเบียนทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  หรือช่องทางอื่นตามที่ได้แจ้งไว้ในคำร้องหรือเอกสารอื่นใด
                                       แต่ทั้งนี้  พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม  พ.ศ.  ๒๕๖๕  มาตรา  ๔  ตอนท้าย  ได้บัญญัติไว้ว่า  “...การกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรมหรือการดำเนินงานโดยสุจริตของบุคคลใดไม่ได้ไม่ว่าทางใด”  อันเป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๑๘๘  วรรคสอง  ที่บัญญัติว่า  “ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว  เป็นธรรม  และปราศจากอคติทั้งปวง” 
                                           นอกจากนั้น  พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม  พ.ศ.  ๒๕๖๕  มาตรา  ๘  บัญญัติให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือวิธีการอื่นใดเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกและรวดเร็ว  ทั้งนี้  ศาลรัฐธรรมนูญ  จึงได้จัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือวิธีการอื่นใดที่  “ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง”  หรือ  “ประชาชน”  สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกและรวดเร็ว  เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือประชาชน  สามารถทราบหรือตรวจสอบความคืบหน้าที่ของการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมได้แบ่งออกเป็น  ๒  กรณี
                                        กรณีแรก  คดีที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
                                        พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม  พ.ศ.  ๒๕๖๕  มาตรา  ๘  วรรคสอง  ได้บัญญัติให้สิทธิแก่  “ประชาชน”  สามารถเข้าถึงข้อมูลทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
หรือวิธีการอื่นใด
ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมนั้นกำหนด  ดังนั้น “ศาลรัฐธรรมนูญ”  ในฐานะที่เป็น  “หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม”  ได้จัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ  ตามประกาศศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ.  ๒๕๖๖  ข้อ  ๔  ในลักษณะ  “หน้าเว็บเพจ”  (Web Page)  แล้ว[๕]

                                        กรณีที่สอง  คดีโดยทั่ว ๆ  ไป
                                        พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม  พ.ศ.  ๒๕๖๕  มาตรา  ๘  วรรคหนึ่ง  ได้บัญญัติให้สิทธิแก่  ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง”  สามารถเข้าถึงข้อมูลทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือวิธีการอื่นใดได้โดยสะดวกและรวดเร็ว  เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถทราบหรือตรวจสอบความคืบหน้าของการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมได้  ในปัจจุบัน  “ศาลรัฐธรรมนูญ”  ในฐานะที่เป็น  “หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม”  ได้จัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ  ตามประกาศศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ.  ๒๕๖๖  ข้อ  ๔  พร้อมทั้งเปิดใช้บริการแล้วในชื่อว่า  “ระบบติดตามคดีรัฐธรรมนูญ”  (e-Tracking System)  แล้ว[๖]
                                          จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม  พ.ศ.  ๒๕๖๕  จึงมีวัตถุประสงค์ของกฎหมายสอดคล้องกับภาษิตที่ว่า“ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม”
(justice delayed is justice denied)
 
[] ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,นิติศาสตรมหาบัณฑิต (สาขามหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เนติบัณฑิตไทย, ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ด้วยทุนของสำนักงาน
ศาลรัฐธรรมนูญ

[] https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/17227588.pdf  (สืบค้นเมื่อวันที่  ๑๒  เมษายน  ๒๕๖๖)
[] https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/article_20230123080452.pdf  (สืบค้นเมื่อวันที่  ๑๒  เมษายน  ๒๕๖๖)  และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่  ๒๖  มกราคม  ๒๕๖๖  https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/140A006N0000000001200.pdf  (สืบค้นเมื่อวันที่  ๑๒  เมษายน  ๒๕๖๖)
[] https://efiling.constitutionalcourt.or.th/  (สืบค้นเมื่อวันที่  ๑๒  เมษายน  ๒๕๖๖)
[] https://constitutionalcourt.or.th/th/occ_web/sub.php?nid=15448 (สืบค้นเมื่อวันที่  ๑๒  เมษายน  ๒๕๖๖)
[๖] https://efiling.constitutionalcourt.or.th/web/login.php  (สืบค้นเมื่อวันที่  ๑๒  เมษายน  ๒๕๖๖)
            มาตรา  ๑๗๓  มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิ นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
Back to top