ภารกิจในการดำเนินการของ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ตามพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ.๒๕๖๕
27/07/2023ภารกิจในการดำเนินการของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตามพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๕
นายอดิเทพ อุยยะพัฒน์
ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี[๑]
พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๕[๒] เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีความประสงค์ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม (๑) ซึ่งบัญญัติว่า “ให้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า และมีกลไกช่วยเหลือประชาชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ รวมตลอดทั้งการสร้างกลไกเพื่อให้มีการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม” ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับในวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๖
“ศาลรัฐธรรมนูญ” ในฐานะที่เป็น “หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม” ตามกฎหมายฉบับนี้ จึงมีหน้าที่สำคัญใน ๒ ประการ ได้แก่ ประการแรก กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ชักช้า และประการที่สอง ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทราบว่าเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานเสร็จสิ้นเมื่อใด รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้าได้โดยผ่านช่องทางที่หลากหลาย โดยมีรายละเอียดดังนี้
ประการแรก กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอนให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ชักช้า โดยต้องพิจารณาประกอบการกำหนดระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรมที่ได้บัญญัติไว้ตาม พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๖ ต่อไป
ในกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันมี “ประกาศศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๖”[๓] ซึ่งในข้อ ๓ ได้กำหนดว่า “ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่น ให้คดีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง เว้นแต่กรณีไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญอาจกำหนดระยะเวลาใหม่ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดก็ได้”
นอกจากนั้น หากพิจารณาจากกรอบระยะเวลาการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า อาจแบ่งออกเป็น ๓ ช่วง ได้แก่ ช่วงแรก การรับคำร้อง ช่วงที่ ๒ การพิจารณาคดีหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้อง และช่วงที่สาม การแจ้งคำวินิจฉัยและคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ช่วงแรก การรับคำร้อง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๙ ได้กำหนดระยะเวลาการรับคำร้องไว้ทั้งในส่วนของหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการของศาล (สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ) ภายใน ๒ วัน นับแต่วันที่หน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการของศาลได้รับคำร้องตามข้อกำหนดของศาล และในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ (รวมถึงขั้นตอนในการพิจารณาของคณะตุลาการ) มีกรอบระยะเวลารวมแล้วภายใน ๑๐ นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการของศาล (สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ)
ดังนั้น ในช่วงแรกนี้จึงเป็นการพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยภายใน ๑๒ วัน นับแต่วันที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องครบถ้วน ทั้งนี้ ระยะเวลาข้างต้นศาลรัฐธรรมนูญอาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และหากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยจะมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบโดยเร็วและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่หากพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการจัดทำเป็นคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
ช่วงที่ ๒ การพิจารณาคดีหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้อง
แบ่งออกเป็น ๒ กรณี ได้แก่
(๑) กรณีที่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนดระยะเวลาการพิจารณาคดีไว้
๑) คดีที่ประชาชนหรือชุมชนฟ้องหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ได้รับประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๑ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๔๕ มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณา ภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง
๒) คดีเกี่ยวกับการวินิจฉัยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการกระทำการใดเพื่อให้ตนมีส่วนรวมโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๔ มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็น
๓) คดีที่ขอให้ศาลพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๓ มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
๔) คดีเกี่ยวกับหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๘ มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
๕) คดีเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ (๙) มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
(๑) กรณีที่มีรัฐธรรม(๑) กรณีที่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนดระยะเวลาการพิจารณาคดีไว้
๑) (๒) กรณีที่ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนดระยะเวลาการพิจารณาคดีไว้
คดีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนอกจากคดีตาม (๑) มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิจารณาภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง เว้นแต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญอาจกำหนดระยะเวลาใหม่ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดก็ได้ เป็นไปตามข้อ ๓ แห่งประกาศศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๖
ช่วงที่ ๓ การแจ้งคำวินิจฉัยและคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ(๑) กรณีคำวินิจฉัย
๑) คดีที่มีคู่กรณี ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง คู่กรณีสามารถขอคัดถ่ายคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้เมื่อพ้นระยะเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดในวันอ่านคำวินิจฉัย
๒) คดีที่ไม่มีผู้ถูกร้อง ศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งคำวินิจฉัยให้ผู้ร้องทราบภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ
(๒) กรณีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือจำหน่ายคดี
ศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งคำสั่งให้คู่กรณีทราบภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะส่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงปิดประกาศ ณ ที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยหรือคำสั่ง
ประการที่สอง ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ทราบว่าเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานเสร็จสิ้นเมื่อใด รวมทั้งตรวจสอบความคืบหน้าได้โดยผ่านช่องทางที่หลากหลาย
ในกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ ปัจจุบัน “คู่กรณี” สามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้
(๑) ยื่นคำร้องด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
หากเป็นกรณีการยื่นคำร้อง เอกสารประกอบคำร้อง และเอกสารอื่นที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล
(๑.๑) ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนตน หรือ
(๑.๒) ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ในกรณีนี้ “คู่กรณี” ย่อมสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้จากการติดต่อกับส่วนงานภายในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการบริหารจัดงานคดี พ.ศ. ๒๕๖๓
๑) “สำนักที่รับผิดชอบสารบบคดี” ได้แก่ สำนักที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานสารบบคดี ทะเบียนหนังสือรับ ทะเบียนหนังสือส่ง ทะเบียนการเบิกจ่ายสำนวนคดีและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันได้แก่ “สำนักบริหารจัดการคดี”
๒) “หน่วยงานผู้รับผิดชอบสำนวน” ได้แก่ สำนักคดีหรือกลุ่มงานคดีที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบสำนวนคดี ปัจจุบันได้แก่ “สำนักคดี ๑ สำนักคดี ๒ สำนักคดี ๓ และสำนักคดี ๔”
(๒) ส่งผ่านระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing หรือ e-Service)
หากเป็นกรณียื่นคำร้อง เอกสารประกอบคำร้อง และเอกสารอื่นที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลผ่านระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing หรือ e-Service)[๔] ก็ย่อมสามารถดำเนินการตามประกาศสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เรื่อง ข้อปฏิบัติและเงื่อนไข ประเภท รูปแบบ และขนาดของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการยื่นคำร้องหรือหนังสือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยหรือเอกสารอื่นใดทางระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์ ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ โดยกำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องหรือหนังสือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยหรือเอกสารอื่นใดมีหน้าที่ติดตามความคืบหน้าของคดีหรือผลของคำวินิจฉัยหรือคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องหรือเอกสารที่ได้ยื่นไว้ ซึ่งสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะแจ้งผ่านทางระบบงานคดีรัฐธรรมนูญอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้ลงทะเบียนทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางอื่นตามที่ได้แจ้งไว้ในคำร้องหรือเอกสารอื่นใด
แต่ทั้งนี้ พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๔ ตอนท้าย ได้บัญญัติไว้ว่า “...การกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการอำนวยความยุติธรรมหรือการดำเนินงานโดยสุจริตของบุคคลใดไม่ได้ไม่ว่าทางใด” อันเป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๘ วรรคสอง ที่บัญญัติว่า “ผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง”
นอกจากนั้น พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๘ บัญญัติให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือวิธีการอื่นใดเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกและรวดเร็ว ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ จึงได้จัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือวิธีการอื่นใดที่ “ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง” หรือ “ประชาชน” สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยสะดวกและรวดเร็ว เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือประชาชน สามารถทราบหรือตรวจสอบความคืบหน้าที่ของการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมได้แบ่งออกเป็น ๒ กรณีกรณีแรก คดีที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ
พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๘ วรรคสอง ได้บัญญัติให้สิทธิแก่ “ประชาชน” สามารถเข้าถึงข้อมูลทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
หรือวิธีการอื่นใดได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมนั้นกำหนด ดังนั้น “ศาลรัฐธรรมนูญ” ในฐานะที่เป็น “หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม” ได้จัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามประกาศศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๖ ข้อ ๔ ในลักษณะ “หน้าเว็บเพจ” (Web Page) แล้ว[๕]
กรณีที่สอง คดีโดยทั่ว ๆ ไป
พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๕ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้สิทธิแก่ “ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง” สามารถเข้าถึงข้อมูลทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือวิธีการอื่นใดได้โดยสะดวกและรวดเร็ว เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถทราบหรือตรวจสอบความคืบหน้าของการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมได้ ในปัจจุบัน “ศาลรัฐธรรมนูญ” ในฐานะที่เป็น “หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม” ได้จัดให้มีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามประกาศศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๖ ข้อ ๔ พร้อมทั้งเปิดใช้บริการแล้วในชื่อว่า “ระบบติดตามคดีรัฐธรรมนูญ” (e-Tracking System) แล้ว[๖]
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๕ จึงมีวัตถุประสงค์ของกฎหมายสอดคล้องกับภาษิตที่ว่า“ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรม”
(justice delayed is justice denied)
[๑] ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,นิติศาสตรมหาบัณฑิต (สาขามหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เนติบัณฑิตไทย, ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารกระบวนการยุติธรรม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยทุนของสำนักงาน
ศาลรัฐธรรมนูญ
[๒] https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/17227588.pdf (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖)
[๓] https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/article_20230123080452.pdf (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖) และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๖ https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/140A006N0000000001200.pdf (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖)
[๔] https://efiling.constitutionalcourt.or.th/ (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖)
[๕] https://constitutionalcourt.or.th/th/occ_web/sub.php?nid=15448 (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖)
[๖] https://efiling.constitutionalcourt.or.th/web/login.php (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖)
มาตรา ๑๗๓ มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิ นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
ศาลรัฐธรรมนูญ
[๒] https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/17227588.pdf (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖)
[๓] https://www.constitutionalcourt.or.th/occ_web/download/article/article_20230123080452.pdf (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖) และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๖ https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/140A006N0000000001200.pdf (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖)
[๔] https://efiling.constitutionalcourt.or.th/ (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖)
[๕] https://constitutionalcourt.or.th/th/occ_web/sub.php?nid=15448 (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖)
[๖] https://efiling.constitutionalcourt.or.th/web/login.php (สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๖)
มาตรา ๑๗๓ มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จในการพิ นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง






Login with facebook
Login with google